วิธีเลือกอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อกู้ซื้อที่อยู่อาศัย ให้คุ้มค่าที่สุด

การจะมีบ้านในฝันสักหลัง แน่นอนว่า ขั้นตอนต่างๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะทุกอย่างมันคือการลงทุนด้วยเงิน แต่มันก็ไม่ได้ยาก หากเรามีวิธีการเลือกซื้ออย่างถูกต้อง ซึ่งหากเก็บเงินซื้อบ้านอย่างเดียว อาจจะไม่ได้ถึงเป้าหมายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ส่วนใหญ่จึงใช้วิธีซื้อบ้านด้วยการกู้เงิน หรือ ขอสินเชื่อบ้านกับธนาคาร นั่นเอง

            สิ่งสำคัญที่จะต้องใช้ในการกู้ซื้อสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย คือการเลือกอัตราดอกเบี้ย หรือเปรียบเทียบดอกเบี้ยบ้านก่อน เพื่อให้ได้ดอกเบี้ยสินเชื่อที่คุ้มค่าที่สุด ดังนั้น เราจะมาดูวิธีการเลือกอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อกู้ซื้อที่อยู่อาศัย หรือ ดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน ว่าจะต้องเลือกแบบไหน ถึงจะช่วยให้ตัดสินใจเลือกง่ายที่สุด โดยเราจะต้องพิจารณาจากข้อสำคัญต่างๆ ดังนี้

6 วิธีเลือกอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อกู้ซื้อที่อยู่อาศัย

1. เริ่มต้นจากเลือกสินเชื่อบ้าน

หากจะต้องซื้อบ้าน เราจะต้องเลือกสินเชื่อบ้านให้ชัดเจน ว่าเราจะกู้สำหรับบ้านประเภทไหน ซึ่งแบ่งเป็น  4 ประเภท คือ สินเชื่อเพื่อซื้อบ้าน ทาวน์เฮาส์ อาคารพาณิชย์ และอาคารชุด (คอนโด) เพื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของเงื่อนไขสินเชื่อแต่ละธนาคาร รวมถึงยังมีแยกสิ่งเชื่อสำหรับสร้างบ้านด้วย

2. เช็คอัตราดอกเบี้ย MLR และ MRR

โดยปกติการดูอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อกู้ซื้อบ้าน มักจะอิงกับดอกเบี้ย MLR ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าชั้นดีรายใหญ่  และ MRR ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าชั้นดีรายย่อย เหมาะกับเงินกู้ระยะยาว ที่มีการกำหนดระยะเวลาชำระที่แน่นอน ซึ่งแต่ละสถาบันการเงิน จะมีอัตราดอกเบี้ย MLR ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการกำหนดของสถาบันการเงินนั้นๆ

และแน่นอนว่า การเช็คอัตราดอกเบี้ยในแต่ละธนาคาร ก็ต้องหาอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า ปัจจุบัน ถ้าเป็น MLR จะประมาณ 5-6.2% และ MRR ประมาณ 5.7-7.3% ซึ่งตัวเลขจะปรับเปลี่ยนตามช่วงสถานการณ์นั้นๆ

คลิกเพื่อดูบทความ ดอกเบี้ย MRR คืออะไร

3. พิจารณาจากวงเงินสินเชื่อที่กู้ได้

โดยส่วนใหญ่ธนาคารจะปล่อยกู้สินเชื่อบ้าน ไม่เกิน 90% ของราคาบ้าน ซึ่งการวางเงินดาวน์อย่างต่ำ ต้องมีเตรียมไว้ 10% ของราคาบ้าน เป็นเหมือนเงินมัดจำล่วงหน้า เมื่อมีการตกลงซื้อขาย บางที่ก็จะมีกำหนดเลยว่า มีเงินดาวน์ 5-20% ของราคาบ้าน ดังนั้น เราต้องดูวงเงินในแต่ละธนาคาร ว่าสถาบันไหน สามารถตอบโจทย์วงเงินกู้ที่เราต้องการได้ เพื่อจะสามารถประเมินความสามารถในการจ่ายเงินดาวน์ก่อน หรือหากเป็นพนักงานบริษัทที่เข้าร่วมโครงการกับสถาบันการเงิน ก็มีสิทธิ์กู้ได้ถึง 100%

4. ระยะเวลาการผ่อนชำระเงินกู้

ซึ่งปกติ จะเป็นการผ่อนระยะยาว ธนาคาร จะดูอายุของผู้กู้ ณ ขณะนั้นด้วย เพื่อประเมินระยะเวลาการผ่อน โดยหากอายุยังน้อย ก็สามารถผ่อนชำระได้ยาวๆ ไม่เกิน 30 ปี อายุมากหน่อย ก็จะต้องผ่อนให้สั้นลง เช่น ไม่เกิน 15 ปี การพิจารณาระยะเวลาผ่อนชำระ จะเกี่ยวข้องกับการคำนวณค่างวดการผ่อนแต่ละงวด ว่าจะต้องชำระเดือนละเท่าไหร่ ถ้ากู้สั้นหน่อย การจ่ายชำระต่อเดือนอาจจะสูง แต่อัตราดอกเบี้ยก็จะลดลงด้วย เมื่อเทียบกับการกู้ระยะยาว ทั้งนี้ ระยะเวลาการผ่อนจะนานแค่ไหน ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้กู้เป็นหลักด้วย

5. เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยบ้าน

การเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านก่อนตัดสินใจเลือกธนาคาร เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะจะทำให้ผู้กู้ สามารถคิดคำนวณภาระค่าใช้จ่ายออกมาได้ ว่าจะต้องหักค่าอัตราดอกเบี้ย ออกมาจ่ายเท่าไหร่

โดยอัตราดอกเบี้ย จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

  1. อัตราดอกเบี้ยคงที่ ระบุเป็น % เทียบได้เลยว่า ธนาคารไหนให้ดอกเบี้ยต่ำกว่ากัน
  2. อัตราดอกเบี้ยลอยตัว จะระบุเป็นตัวเลขอ้างอิงกับค่า MRR และ MLR ตามประกาศของธนาคาร ซึ่งแต่ละธนาคารจะมีค่าเฉลี่ยไม่เท่ากัน

เช่น หากคิดจากอัตราค่าเฉลี่ยดอกเบี้ยใน 3 ปีแรก โดยอ้างอิงจากอัตราดอกเบี้ยคงที่ คือ

  • ธนาคาร A อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 = 1.84%  ปีที่ 2 = 3.44% และ ปีที่ 3 = 3.44% เฉลี่ย 3 ปีแรก = 2.9% 
  • ธนาคาร B อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 = 1.84%  ปีที่ 2 = 5.77% และ ปีที่ 3 = 5.77% เฉลี่ย 3 ปีแรก = 4.46%  (คิดจาก ปีที่ 1+2+3 หารด้วย 3 ปี)

จะเห็นได้ว่า ธนาคาร A และ B มีอัตราดอกเบี้ย ปีแรกเท่ากัน แต่ปีที่สอง และสาม ธนาคาร B กลับมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า ซึ่งทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น แต่ทั้งนี้ ควรเช็คอัตราดอกเบี้ยปีที่ 4 เป็นต้นไปด้วย เพราะบางที ธนาคาร B อาจมีอัตราดอกเบี้ยต่ำลง แต่ธนาคาร A ปีที่ 4 อาจสูงขึ้นก็ได้ เพราะบางสินเชื่อ ก็จะมีหักลบอ้างอิงกับค่า MRR หรือ MLR ด้วย

หากอยากเปรียบเทียบว่า อัตราดอกเบี้ย 3 ปีแรก ของธนาคาร A และ ธนาคาร B ต่างกันเท่าไหร่ ก็แค่เอาอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย ของธนาคาร B ลบกับ อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของธนาคาร A คือ 4.46%-2.9% = 1.56%

สำหรับผู้กู้ระยะยาว  30 ปี สามารถหาค่าเฉลี่ยอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด หลังจาก ปีที่ 4-30 เป็นต้นไป โดยนำค่าเฉลี่ย ปีที่ 1+2+3 บวกด้วย ผลรวมของปีที่ 4-30 คูณปีที่เหลืออีก 27 ปี และ หารด้วย 30 ปี ** ในที่นี้สมมุติปีที่ 4-30 ของธนาคาร A อยู่ที่ 6.5% และ ธนาคาร B อยู่ที่ 3.5%  คำนวณได้ดังนี้

ธนาคาร A [1.84% + 3.44% + 3.44% + (6.5% x 27)] ÷ 30 = 6.14%

ธนาคาร B [1.84% + 5.77% + 5.77% + (3.5% x 27)] ÷ 30 = 3.6%

กลายเป็นว่า เมื่อเทียบอัตราดอกเบี้ย 30 ปี ในอัตราดังกล่าว จากตอนเทียบ 3 ปี เหมือนธนาคาร B จะสูงกว่า ตอนนี้กลายเป็นธนาคาร A จ่ายอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า จึงมีความเป็นไปได้ที่เลือกสินเชื่อ ของธนาคาร B สำหรับระยะยาว

6. เลือกจากการให้บริการของธนาคาร

หากการเลือกอัตราดอกเบี้ยมันยากที่จะเลือก ให้ลองตัดสินใจ หาข้อดีของสินเชื่อบ้านในแต่ละธนาคารนั้นๆ ว่ามีจุดเด่นอะไรมาช่วยกันบ้าง ทั้งการให้บริการ การช่วยเหลือลูกค้า การให้ข้อมูลสำคัญ ตรงไปตรงมา ข้อเสนอพิเศษ อัตราค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ถูกกว่า หรืออื่นๆ ตามเงื่อนไขธนาคาร ก็ลองเลือกตามที่ใจเราคิดว่า ประทับใจที่สุด

การเลือกอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อกู้ซื้อที่อยู่อาศัย จำเป็นที่สุด คือการเปรียบเทียบดอกเบี้ยบ้าน หรือ ดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน ของแต่ละธนาคารก่อน จึงจะทำให้ตัดสินใจได้ง่าย หากคิดคำนวณเป็น วางแผนล่วงหน้าได้ดี เราก็จะได้สินเชื่อ ที่จ่ายในอัตราดอกเบี้ยที่คุ้มค่าที่สุดเอง

หากกำลังมองหาบ้านเดี่ยวชานเมือง ดีไซน์ทันสมัย เข้ามาชมโครงการ The Prime โครงการของ “บุหงา แอสเซท” เป็นตัวเลือกที่สร้างความสุข เหมาะกับทุกครอบครัว ตอบโจทย์การเดินทางที่สะดวก ย่านบางใหญ่ บางบัวทอง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย โทร 082-341-8888 หรือ Line: http://line.me/ti/p/@bungaasset

Join The Discussion

Compare listings

Compare